ทีมงานธุรกิจเอเชียกำลังประชุมวางแผนงานในห้องประชุมที่ทันสมัย พร้อมกระดานไวท์บอร์ดด้านหลัง

ตัวเลขแบบไหน “สวยแต่ไม่โต” และแบบไหนที่สร้างการเติบโตได้จริง

การหาเมทริกซ์หรือตัววัดผลที่เหมาะสมถือเป็นหัวใจสำคัญเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะในเรื่องของการตลาดที่ไม่ว่าจะเป็นช่องทางหรือการวัดผลความสำเร็จก็มักจะต้องใช้เทคนิคหรือวิธีการที่แตกต่างกันออกไปอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น หากเราวางแผนการตลาดบนโซเชียลมีเดีย และต้องการวัดผลว่าเนื้อหาหรือโฆษณามีความน่าสนใจและกระตุ้นให้ผู้ชมคลิกเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ นักการตลาดสามารถใช้  Click-Through Rate หรือ CTR เป็นเมตริกในการปรับปรุงข้อความโฆษณาและการออกแบบให้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้นได้ เป็นต้น

ธุรกิจมากมายหลงระเริงไปกับตัวเลขที่ดูน่าประทับใจ แต่กลับไร้ซึ่งคุณค่าที่แท้จริง ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า “Vanity Metrics” หรือ “ตัวชี้วัดหลอกตา” ซึ่งกำลังกลายเป็นกับดักอันตรายสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ระแวดระวัง

การวัดความสำเร็จผ่านตัวเลขเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ใช่ตัวเลขทุกตัวที่จะสะท้อนความสำเร็จที่แท้จริง บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Vanity Metrics หรือตัวชี้วัดไร้แก่นสาร ที่อาจกำลังหลอกล่อให้คุณหลงทางในการพัฒนาธุรกิจ

ผลเสียของการใช้ Vanity Metrics ในการตัดสินใจทางธุรกิจ

การหลงระเริงไปกับ Vanity Metrics อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและส่งผลเสียต่อธุรกิจในระยะยาว ดังนี้

การลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเนื่องจากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์: เมื่อเห็นยอดผู้ติดตามพุ่งสูงขึ้น คุณอาจตัดสินใจทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มนั้นๆ มากขึ้น แต่หากผู้ติดตามเหล่านั้นไม่ได้แปลงเป็นลูกค้าจริง การลงทุนดังกล่าวก็อาจสูญเปล่า เสมือนการหว่านพืชลงบนทะเลทราย ไม่มีวันเก็บเกี่ยวผลผลิตได้


การเข้าใจผิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกลยุทธ์การตลาด:
ยอดวิวของวิดีโอที่สูงลิ่วอาจทำให้คุณเข้าใจผิดว่ากลยุทธ์การตลาดของคุณประสบความสำเร็จ แต่หากผู้ชมไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์หรือซื้อสินค้าของคุณ ก็เท่ากับว่าคุณกำลังยิงปืนนัดเดียวแต่พลาดเป้าทั้งร้อย


การละเลย Metrics ที่สำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ:
การจดจ่อกับ Vanity Metrics อาจทำให้คุณมองข้ามตัวชี้วัดที่สำคัญจริงๆ เช่น อัตราการรักษาลูกค้า หรือมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า  ซึ่งเป็นเสมือนเข็มทิศที่จะนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

Website Article Graphic

 

การเติบโตของธุรกิจไม่สามารถหยุดนิ่งได้ โดยเฉพาะในโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การวัดผลและติดตามการเจริญเติบโตผ่าน Growth Metrics จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เจ้าของธุรกิจต้องใช้ในการประเมินความสำเร็จและกำหนดทิศทางการดำเนินงานขององค์กร โดยเฉพาะในเรื่องของการรักษาฐานลูกค้า, การป้องกันการสูญเสียลูกค้า, และการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการขาย ข้อความเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ธุรกิจสามารถใช้เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตไปข้างหน้า

Retention Rate กับการรักษาลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์

Retention Rate คืออัตราการรักษาลูกค้าที่จะยังคงเลือกซื้อสินค้าหรือบริการจากแบรนด์ในระยะยาว การเพิ่ม Retention Rate ให้สูงขึ้นเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในการรักษาผลกำไรและการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ โดยเฉพาะในตลาดที่มีการแข่งขันสูง การรักษาลูกค้าเดิมให้กลับมาใช้บริการหรือซื้อสินค้าซ้ำไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ แต่ยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับแบรนด์ได้

 

การวิเคราะห์ Churn Rate เพื่อป้องกันการสูญเสียลูกค้า

Churn Rate หรืออัตราการสูญเสียลูกค้าเป็นอีกหนึ่ง Growth Metric ที่เจ้าของธุรกิจต้องให้ความสำคัญ เพราะการเข้าใจและวิเคราะห์ Churn Rate อย่างถูกต้องจะช่วยให้สามารถป้องกันการสูญเสียลูกค้าได้ดีกว่า วิธีการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความสูญเสีย แต่ยังช่วยให้สามารถพัฒนากลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาลูกค้าเดิม

     การมี Churn Rate ที่ต่ำหมายความว่า ธุรกิจสามารถสร้างความพึงพอใจและสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้าได้ การมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้ลูกค้าหายไปจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถปรับปรุงกระบวนการบริการ หรือผลิตภัณฑ์เพื่อให้ลูกค้ากลับมาพึงพอใจและเลือกซื้อซ้ำ

เจ้าของธุรกิจสามารถใช้เทคนิคต่างๆ เช่น การสำรวจความคิดเห็นลูกค้าหรือการติดตามพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าเพื่อหาสาเหตุและวิธีการปรับปรุงธุรกิจของตนเองเพื่อป้องกัน Churn Rate ที่สูง

 

Activation Rate และบทบาทในกระบวนการขาย

Activation Rate คืออัตราที่ผู้ใช้งานหรือผู้ที่สนใจในผลิตภัณฑ์/บริการกลายมาเป็นลูกค้าที่ใช้งานจริงหรือทำการซื้อสินค้าครั้งแรก การมี Activation Rate ที่สูงแสดงให้เห็นว่ากระบวนการแปลงผู้สนใจให้กลายเป็นลูกค้ามีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเพิ่มยอดขายและการเติบโตของธุรกิจ

 

การวัดผลและติดตาม Growth Metrics ที่สำคัญเช่น Retention Rate, Churn Rate, และ Activation Rate ไม่เพียงแต่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นในการปรับปรุงกลยุทธ์ แต่ยังช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาลูกค้าและเพิ่มยอดขายอย่างยั่งยืน การมีข้อมูลที่ชัดเจนและการวิเคราะห์ Growth Metrics อย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตไม่หยุด แม้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง