การใช้ Psychographics เพื่อการเจาะตลาดกลุ่ม Niche ที่มีกำลังซื้อ
การรู้แค่ว่าลูกค้าของคุณเป็นใคร เช่น อายุเท่าไหร่ เพศอะไร หรืออยู่ที่ไหน อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้แบรนด์ของคุณโดดเด่นอีกต่อไป
การรู้แค่ว่าลูกค้าของคุณเป็นใคร เช่น อายุเท่าไหร่ เพศอะไร หรืออยู่ที่ไหน อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้แบรนด์ของคุณโดดเด่นอีกต่อไป
ธุรกิจที่มีหน้าร้านหรือต้องการขยายพื้นที่ให้บริการ การเลือกทำเลไม่ใช่เพียงเรื่องของฮวงจุ้ยหรือความหนาแน่นของผู้คนที่เดินผ่านไปมาอีกต่อไป
การเร่งรัดปิดการขายผ่าน Lead Generation เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป บ่อยครั้งที่ธุรกิจพบว่าแม้จะมี Lead เข้ามาจำนวนมาก
ผู้บริหารหลายคนมองว่าการสร้างแบรนด์เป็นเรื่องที่วัดผลไม่ได้ แต่ความจริงแล้ว แบรนด์ที่แข็งแกร่งคือสินทรัพย์ที่สร้างกำไรส่วนเพิ่มได้อย่างมหาศาล
ในวันที่การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ทำได้ยากขึ้น การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ไม่ใช่เพียงการลงนามในบันทึกความเข้าใจอีกต่อไป
หากธุรกิจของคุณได้ลูกค้าใหม่มาในราคาถูก แต่ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลในการตอบคำถาม แก้ไขปัญหา หรือจัดการกับข้อร้องเรียน
หนึ่งในปัจจัยที่ทรงพลังที่สุดในการกำหนดราคาซื้อขายกลับมักถูกมองข้าม นั่นคือ Brand Equity หรือมูลค่าแบรนด์ในใจผู้บริโภค
การยึดติดกับกลยุทธ์ที่เคยสำเร็จในอดีตอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลว ประวัติศาสตร์ธุรกิจที่ล้มครืนเพราะมองไม่เห็นสัญญาณของ Disruption
เรามักหมกมุ่นอยู่กับการผลักดันลูกค้าให้ผ่านการรับรู้สู่การซื้อ แต่เมื่อปิดการขายได้สำเร็จ หลายแบรนด์กลับปล่อยให้ลูกค้าหลุดลอยไป
เข็มทิศนำทางในการสร้างนวัตกรรม เพื่อให้ทุกผลิตภัณฑ์ที่ถูกส่งออกสู่ตลาดมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงสุดตั้งแต่ก้าวแรก
แบรนด์ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดไม่ได้มองการตลาดเป็นค่าใช้จ่าย แต่พวกเขามองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุน
ความเสียหายจากตัวเลขยอดขายอาจยังไม่น่ากลัวเท่ากับ “ความสูญเสียด้านความไว้วางใจ” ซึ่งส่งผลกระทบต่อมูลค่าแบรนด์ในระยะยาว
ในยุคที่การแย่งชิงความสนใจของผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ การเดินหน้าธุรกิจเพียงลำพังอาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ฉลาดที่สุด
เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักตกหลุมพรางของการตั้งราคาแบบ Cost-Plus หรือการบวกกำไรเพิ่มจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว
ลูกค้าสามารถสัมผัสได้ทันทีว่าสิ่งที่โฆษณากับสิ่งที่พนักงานส่งมอบนั้นตรงกันหรือไม่ หากภายในกลวง การตลาดภายนอกก็เป็นเพียงเปลือกที่เปราะบาง